Review – กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวู้ด ปลุกชีพหนังยุค 60s เควนตินในมุมนุ่มนวล

Review – กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวู้ด

ปลุกชีพหนังยุค 60s เควนตินในมุมนุ่มนวล


เรื่องราวเริ่มต้นในช่วงปี 1969 ของฮอลลีวู้ด เล่าชีวิตในช่วงขาลงของอดีตดาวรุ่ง ริค ดัลตัน ที่ช่วงเวลาโชติช่วงของเขาได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เขาเป็นได้เพียงนักแสดงตัวประกอบที่พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดในฐานะศิลปินนักแสดงต่อไป ชีวิตของเขาพ่วงด้วย คลิฟฟ์ บูธ ผู้เป็นทั้งลูกน้อง, สตั๊นท์แมนประจำตัว และเพื่อนที่สนิทที่สุด ทั้งคู่ต่างก็ต้องดิ้นรนในช่วงของการเปลี่ยนผ่านของวงการ ขณะเดียวกันนั้นดาวรุ่งหน้าใหม่ก็ย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านของริค เธอคนนั้นคือ ชารอน เทต นักแสดงสาวผู้มีตัวตนจริงในวงการภาพยนตร์

ภาพยนตร์พาเราไปชำแหละให้เห็นทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่างชัดเจน แต่ใครที่ติดภาพความโหดเหี้ยม รุนแรงตามสไตล์หนังของเควนติน ทาเรนติโน่ ช่วงแรกของภาพยนตร์อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเท่าไรนัก เพราะมันเต็มไปด้วยบทพูด การเล่าเรื่องที่เหมือนพาไปตามติดชีวิตนักแสดงตกอับ และดูจะนิ่มนวลที่สุดเท่าที่เควนตินจะสามารถทำได้ ถึงอย่างนั้นในบทพูดจำนวนมาก เควนตินก็ได้หยอดการเสียดสีอย่างเจ็บแสบ พร้อมด้วยเชื้อไฟที่จะไปปะทุเอาตอนท้ายเรื่อง

หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดได้เป็นอย่างดีก็คือ เรื่องราวของพระเอกสุดโด่งดังในอดีตที่วันหนึ่งความนิยมก็ลดน้อยถอยลง เมื่อมีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามา คนในอดีตก็ถูกเลือกให้กลายเป็นนักแสดงบทวายร้ายประจำเรื่อง วนเวียนให้เด็กใหม่จัดการยำเสียเละในภาพยนตร์ เรื่องแล้วเรื่องเล่าจนสุดท้ายคนรุ่นใหม่ก็ลืมไปแล้วว่า พระเอกที่เคยโด่งดังในอดีตเคยเป็นที่นิยมแค่ไหน สะท้อนภาพของวงการบันเทิงได้ทั่วทั้งโลกเลยทีเดียว

นอกจากความพยายามดิ้นรนที่จะเอาตัวรอดในฐานะนักแสดงของริค ดัลตันที่แสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ แล้วยังมีคลิฟฟ์ บูธของแบรด พิตต์ ที่นำเสนอเรื่องราวของชายผู้ถูกตีตราจากอดีต พยายามใช้ชีวิตโดยยึดมั่นในมิตรภาพ แต่อนาคตของเขาเองก็มืดมนไม่แพ้กัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคอยสนับสนุนริค ดัลตันอยู่เสมอ และแบรด พิตต์ก็ได้นำเสนอความเก๋าในการแสดง และเสน่ห์ความเท่ที่แฟน ๆ คิดถึงได้อย่างเต็มเปี่ยม

ทั้งนี้ Once Upon a Time…in Hollywood อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคน และยังเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมต้องคุ้นเคยกับวงการฮอลลีวู้ดในอดีตพอสมควร อีกทั้งยังมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์สุดสลดที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมหมู่ในบ้านของผู้กำกับโรมัน โปลินสกี้ ที่พรากชีวิตของดาวรุ่งสาวชารอน เทต และเพื่อนฝูง จากฝีมือของกลุ่มฮิปปี้ Manson Family ที่ต้องขอบอกเลยว่าประเด็นนี้ถูกนำมาใช้ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ได้อย่างแสบสัน สาแก่ใจ แถมยังโหดดิบสไตล์เควนติน ทาเรนติโน่ได้อย่างถึงพริกถึงขิง

อีกหนึ่งสิ่งที่ กาลครั้งหนึ่งในฮอลลีวู้ด ทำได้ดีก็คือ การทำให้คนดูหนังรุ่นใหม่ที่อาจจะเกิดไม่ทันช่วงปลายยุค 60s ได้เห็นกลิ่นอาย และรูปแบบของภาพยนตร์ในยุคนั้นอย่างเต็มที่ ราวกับได้ดูภาพยนตร์หลากเรื่องซ้อนอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเควนติน ทาเรนติโน่ก็กำกับหนังหมดออกมาในแนวทางของตัวเอง ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความคลาสสิคของฮอลลีวู้ดยุคเก่าได้เป็นอย่างดี อีกนัยหนึ่งนี่ก็เป็นเหมือนการเติมเต็มภาพฝันที่แสดงให้เห็นว่า เควนติน ทาเรนติโน่รักวงการฮอลลีวู้ดยุค 60s มากแค่ไหน

Comments

comments