รีวิว Midsommar เทพนิยายในคราบหนังเทศกาลสยอง

“ยิ่งแสงเจิดจ้ามากเท่าไหร่…เงาเบื้องหลังจะยิ่งดำมืดมากเท่านั้น”

Midsommar ผลงานชิ้นที่ 2 ของผู้กำกับสายหลอนหน้าใหม่ที่มีลายเซ็นเป็นของตัวเองชัดเจนอย่าง Ari Aster ผู้เคยฝากผลงานความสยองเจาะลึกลงไปกัดกินจิตใจของคนจนถึงขีดสุดมาแล้วใน Hereditary กรรมพันธุ์นรก ที่หลายๆคนต่างยกให้เป็นหนังสยองขวัญรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนตรงนี้ว่า สำหรับใครที่ต้องการความหลอน ความสยองแบบ Hereditary หนังผลงานชิ้นที่ 2 ของ Aster นี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ของคุณ หากคุณคาดหวังเอาไว้อย่างนั้น คุณอาจจะผิดหวังได้ เพราะมันจะเป็นหนังหลอนในรูปแบบใหม่ที่ต่างจาก Hereditary โดยสิ้นเชิง!

Midsommar เดินเรื่องด้วยเรื่องราวของ Dani หญิงสาววัยรุ่นผู้ประสบปัญหาชีวิตอย่างหนักจนถึงขั้นเป็นคนมีปม และในช่วงเวลาที่เธอจิตใจเปราะบางนี้เอง เธอที่ต้องการสิ่งเยียวยามากที่สุด และที่พึ่งของเธอก็มีเพียงแค่แฟนหนุ่มอย่าง Christian เธอจึงตัดสินใจออกไปเที่ยวท่องโลกกับแฟนหนุ่มและกลุ่มเพื่อนของแฟนหนุ่มเพื่อเยียวยาตัวเอง พวกเขาได้เดินทางไปยังประเทศสวีเดน และ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่กำลังมีเทศกาลดอกไม้ที่สวยงามอย่าง Midsommar เรื่องแปลกๆรอบๆตัวพวกเขาก็ค่อยๆเกิดขึ้น และมันก็ค่อยๆเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เปรียบเสมือนเทพนิยายปรำปรา ที่มีเจ้าหญิงเป็นตัวเดินเรื่องนั่นเอง (Midsommar หรือ Midsummer เทศกาลดอกไม้กลางฤดูร้อน เป็นเทศกาลที่มีอยู่จริงในประเทศสวีเดน)

Midsommar ไม่ใช่หนังผี แต่มีความสยองขวัญอยู่ภายในตัวเอง หนังจะเล่นกับความกลัวของคน โดยเฉพาะคนมีปมในเรื่องต่างๆ หนังจะกดดันเราให้เรารู้สึกหวาดระแวง และไม่เชื่อใจอะไรทั้งสิ้น. ภายในหนังจะไม่มีการจัมพ์สแกร์ แบบหนังผีทั่วไป หรือมีเสียงดังทำออกมาให้คนตกใจหรือตื่นกลัว แต่หนังจะค่อยๆบิ้วให้เรารู้สึกอึดอัดตั้งแต่เริ่มเรื่องและมันจะค่อยๆมากขึ้น ทับถมไปเรื่อยๆจนเราอาจรู้สึกเหมือนโดนครอบงำ เหมือนเราเป็น 1 ในตัวละครที่เราอยู่ตรงนั้น ในประเพณี เทศกาล วัฒนธรรมที่น่าขนลุกแห่งนี้

หากมองในมุมของผู้เขียน Midsommar ไม่ใช่หนังผี แต่เป็นหนังที่นำเสนอประเพณี วัฒนธรรมโบราณ ที่มีความน่ากลัวแฝงอยู่ลึกๆของชนกลุ่มหนึ่ง สำหรับพวกเขามันอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนภายนอกมันอาจจะเป็นเรื่องสยองขวัญ เหมือนอย่างเช่นสังคมปัจจุบันที่มีหลายๆวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไปทั่วโลก ที่หากเราซึ่งเป็นคนภายนอกได้เข้าไปพบเจออาจจะมองมันว่าแปลก แต่คนในพื้นที่อาจจะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ธรรมดาก็ได้ เพียงแต่ Ari Aster ได้นำเสนอมันออกมาในรูปแบบของความงดงามในตัวของเทศกาลที่มาพร้อมกับความน่ากลัวนั่นเอง

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือ การแสดงของ Florence Pugh ในบท Dani เธอถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีและทรงพลังมาก โดยเฉพาะเหล่าฉากที่เธอต้องแสดงอารมณ์ เก็บกด หรือร้องไห้ มันยิ่งตอกย้ำความกลัวลงลึกเข้าไปในจิตใจคนดูอย่างเรา และเตรียมพบกับผลงานชิ้นต่อไปของเธอได้ใน Little Woman และ Black Widow นะ

ภายในหนังมีสัญญะมากมาย ตั้งแต่ต้นจนจบ หากผู้ที่ชื่นชอบในการดูหนังแล้วใช้ความคิดถอดรหัสที่ผู้กำกับแฝงเอาไว้ หนังเรื่องนี้จะให้ความสนุกกับคุณมาก แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ หนังเรื่องนี้ก็สามารถเข้าใจได้ง่ายๆเดินเรื่องตรงๆและให้ความบันเทิงกับคุณได้ด้วยเช่นกัน ในฉากบางฉากเราจะได้เห็นว่าหนังเรื่องนี้มันมีพลังอยู่จริงๆ โดยเฉพาะเหล่าฉากวัฒนธรรมของคนในหมู่บ้าน. หากจะพูดถึงการที่หนังเรื่องนี้ได้เรท ฉ20- ก็คงเพราะความสมจริงที่ผู้กำกับต้องการจะนำเสนอออกมาให้ผู้ชมได้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ปิดบัง. หนังมีจุดเด่นทั้งเรื่องการใช้เสียง และเรื่องภาพ โลเคชั่นสวยงามสบายตา เหมาะกับหมู่บ้านเทศกาลดอกไม้ แต่อย่าให้ความสวยงามเหล่านี้ หลอกคุณเชียว

Comments

comments

Share