ชวนมโนโลโก้ที่แฟนๆ ยี้!! ซีรีส์เดี่ยว Loki มันอาจซ่อนความหมายถึงช่วงเวลาในเรื่อง

ชวนมโนโลโก้ที่แฟนๆ ยี้!! ซีรีส์เดี่ยว Loki

มันอาจซ่อนความหมายถึงช่วงเวลาในเรื่อง

 

นับเป็นงานใหญ่ประจำปีที่แฟนมาร์เวลฟินกันถ้วนหน้าจริง ๆ กับ San Diego Comic Con 2019 เมื่อ เควิน ไฟกี ขึ้นเวทีใน Hall H เพื่อประกาศแผนงาน Marvel Phase 4 หนึ่งในนั้นก็คือเหล่าบรรดาซีรีส์ต่าง ๆ ที่จะลงฉายให้ชมใน Disney+ และมีอยู่หนึ่งเรื่องที่ได้รับเสียงตอบรับไม่สู้ดีนัก แต่เป็นเสียงตอบรับที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเนื้อเรื่องแต่เป็นโลโก้ของซีรีส์ นั่นคือ Loki ซีรีส์เดี่ยวของเทพเจ้าแห่งการหลอกลวง ด้วยความแตกต่างในตัวละครแต่ละตัว ที่จะบอกว่ามันดูสะเปะสะปะก็ได้ หรือจะบอกว่ามันดูซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ก็ได้ ซึ่งก็ดันมีคนคิดได้ขึ้นมาซะอย่างนั้น

ALLIE GEMMILL จาก เว็บไซต์ Screen Rant ได้เขียนบทความตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโลโก้ขอองซีรีส์เรื่อง Loki ที่จะลงในบริการสตรีมมิ่ง Disney+ โยงความสัมพันธ์ของแต่ละตัวอักษรที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เข้ากับช่วงเวลาต่าง ๆ ในที่อาจจะเกิดขึ้นในซีรีส์เรื่องนี้ เริ่มต้นจากตัว “L” ที่มีความรู้สึกเหมือนเป็นยุคสมัยใหม่ ช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 หรือที่เรียกว่ายุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ตัว “O” มีลักษณะเป็นสีทอง พร้อมกับลวดลายออกไปในแนวเรสเนซองต์

สำหรับตัว “K” และตัว “I” เขาอ้างว่ามันค่อนข้างจะยากอยู่สักหน่อย เริ่มจากตัว “K” ดูออกไปในแนวฟังกี้ อาจจะหมายถึงช่วงยุค 60 หรือ 70 ก็ได้ ในขณะที่ตัว “I” ที่มีลักษระเหมือนคริสตัลสีเขียว อาจจะบอกได้ไม่ชัดเจนว่าหมายถึงช่วงเวลาใด แต่มันดูเป็นอุบายอะไรบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ของซีรีส์

สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทราบได้ก็คือ ไม่มีอะไรที่ไม่มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เฉพาะในการสร้างอะไรก็ตามขึ้นมาในวงการบันเทิง การนำเสนอใด ๆ ที่ขึ้นอยู่กับศิลปะด้วยแล้วมันมักจะซ่อนความหมายอะไรบางอย่างเอาไว้ก็ได้ ดังนั้นการที่นักเขียนผู้พี่เสนอความคิดข้อสังเกตดังกล่าวขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คำตอบคงมีแต่ต้องรอพิสูจน์เมื่อซีรีส์เข้าฉาย อีกทั้ง โลกิ ที่จะปรากฎในซีรีส์เดี่ยวก็มีการยืนยันแล้วว่าไม่ใช่คนเดิมที่เรารู้จักกัน แต่เป็นโลกิในจากช่วงเวลาที่ขโมยเทซเซอร์แร็คไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Avengers: Endgame ดังนั้นไม่แน่นว่าเจ้าโลกิคนนั้น อาจจะใช้เทซเซอร์แร็คท่องไปในช่วงเวลา หรือมิติต่าง ๆ ก็ได้ ใครจะรู้??

Source: Screen Rant

Comments

comments

Share