บทวิจารณ์ : บัลลังก์เมฆ The Musical 2019 ปานรุ้งเธอกลับมาคราวนี้เปลี่ยนไป ในทางที่ดี หรือ ร้าย? 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 บัลลังก์เมฆ The Musical ได้เปิดม่านการแสดงเป็นครั้งแรกที่ศูนย์วัฒนธรรม เป็นจุดกำเนิดของละครเพลงโปรดักชั่นใหญ่ ที่เรียกว่า Mega Musical ของเมืองไทย ด้วยฉากที่ยิ่งใหญ่ เวทีหมุนได้ นักแสดงมีชื่อเสียง และบทละครเพลงที่เป็นการเล่าช่วงชีวิตของตัวละคร ‘ปานรุ้ง’ (สินจัย เปล่งพานิช) ผ่านหลายยุคสมัย ทำให้ตอนนั้นมันกลายเป็นละครเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น และกลับมาแสดงอีกครั้งที่โรงละครรัชดาลัย ในปี 2550 ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นการรีสเตจที่เปลี่ยนนักแสดงหลักเพียงบางคนก็ยังคงสร้างความประทับใจให้คนดูจนหลายคนยกให้มันเป็นหนึ่งในตำนานของละครเพลงเมืองไทย…

ล่วงมาถึง ปี 2019 ซีเนริโอ้ ประกาศนำ บัลลังก์เมฆ กลับมาทำอีกครั้งในฉบับ Revival ตีความใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยใหม่มากขึ้น เปลี่ยนนักแสดงใหม่ยกชุด สุธาสินี พุทธินันทน์ มารับบทนำเป็น ปานรุ้ง มีการปรับปรุงโปรดักชั่น บทเพลง ขยายเนื้อเรื่องใหม่ และใช้ชื่อการแสดงในครั้งนี้ว่า บัลลังก์เมฆ The Musical 2019

Act. 1


เปิดเรื่องด้วยการ Solo เพลงธีม บัลลังก์เมฆ โดย ปานรุ้ง และตามมาด้วยตัวละครรุ่นลูก ปานเทพ ปรก ปานวาด และปกรณ์ ร้องเพลงเป็นกึ่งผู้บรรยายเกี่ยวกับความรักของแม่ในรูปแบบที่ต่างกัน พร้อมกับทิ้งประโยคไว้ว่า “อย่าลืมว่าก่อนจะเป็นแม่ ทุกคนต้องเคยเป็นลูกเช่นกัน” ก่อนจะตัดเข้าสู่ฉากงานเลี้ยงวันเกิดและฉลองการกลับมาเมืองไทยของปานรุ้งวัยสาว ปานรุ้ง พบรักกับวาสุเทพ นายทหารเรือ ก่อนจะสลัดรักไปคบหากับ ชูนาม เพลย์บอย ที่ทำให้ชีวิตของเธอตกต่ำ บ้านล้มละลาย แม่ตรอมใจตาย เธอย้ายไปอยู่กับเกื้อ คนขับรถ ด้วยความที่ทนตกยากไม่ได้และอยากเห็นลูกๆมีชีวิตที่ดี เธอจึงกลับไปหาวาสุเทพอีกครั้ง และปานรุ้งก็กลับมารุ่งโรจน์ทางธุรกิจ และเริ่มบงการชีวิตลูกให้เป็นไปในแบบที่เธอต้องการ ในฉากสุดท้ายขององก์ 1 เริ่มแสดงให้เห็นความแตกร้าวภายในครอบครัวอันเกิดจากการบังคับที่มากไปของปานรุ้งเอง 

สำหรับองก์แรกให้ความรู้สึกใหม่จนเกินไปและทำให้แฟนๆรุ่นเก่าต้องร้องเสียดายที่บางฉากใหญ่โดนตัดไป เช่น ฉากเปิดตัวปานรุ้ง ในออริจินัลโปรดักชั่น จะเปิดตัวจากเรือเดินสมุทรกลางเวที พร้อมกับโบกมือจากสะพานสูงๆ พร้อมกับขมวดจบเรื่องราวในเพลงแรกแทบทั้งหมด สรุปเข้าใจง่าย ฉากบทนำนี้กลายเป็นภาพจำและตำนานติดตาของแฟนๆไปแล้วและคาดหวังจะได้เห็นมันในโปรดักชั่นนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายกลับโดนตัดออก เรื่องราวในช่วงแรกเล่าผ่านบทเพลงใหม่เกือบหมด ยังคงมีเพลงธีมเก่าๆที่ถูกนำมาใช้แทรกสลับไปบ้าง

ฉากอย่าร้องไห้เลย ซึ่งเป็นการพรากลูกระหว่างเกื้อกับปรก ก็ยังคงเรียกน้ำตาจากคนดูได้อย่างท่วมท้นเหมือนเดิม สิ่งหนึ่งที่เราชอบในองก์ 1 คือช่วงที่ปานรุ้ง ร้องเพลง “กลับมายืนที่เดิมที่เราคุ้นเคย…ที่ตรงนี้ที่เรามีทุกอย่าง” เป็นการหวนให้เรานึกถึงสมัยที่แพท เคยเล่นเป็น ปานวาด ในออริจินัลโปรดักชั่นและใส่มาได้อย่างพอดีไม่เยอะไป 

แต่ก็ต้องมาขัดใจอีกครั้งในเพลงเด็กดี เพราะฉบับดั้งเดิม จะเปิดตัวลูกๆในตอนโตด้วยเพลงนี้ แต่กลายเป็นว่าฉบับ 2019 เปิดตัวลูกไปแล้วตั้งแต่ต้นเรื่องด้วยซีนเปิดที่ค่อนข้างธรรมดา  โดยรวมจบองก์ 1 ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ เพราะเรื่องและตัวละครที่เยอะ เน้นการปูเรื่องราว โปรดักชั่น งานฉากถูกใช้น้อยชิ้นมากถ้าเทียบกับเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่เน้นฟู่ฟ่าอลังการ ชุดเสื้อผ้าของปานรุ้งบางครั้งทำให้เราต้องคิดในใจว่า ชุดใส่อยู่บ้านต้องเว่อร์วังขนาดนี้เลยหรือ??   องก์แรกเป็นช่วงที่คนดูยังต้องใช้เวลาจูนอารมณ์ให้เข้าที่และยอมรับว่ามันคือเวอร์ชั่นใหม่ จนบางครั้งคิดว่า ถ้านักแสดงชุดนี้ถูกเอาไปเล่นในแบบฉบับดั้งเดิมทั้งหมด ไม่เปลี่ยนบท ไม่เปลี่ยนฉาก จะดีมากกว่านี้ 

 

….จบครึ่งแรกได้แต่คิดว่า ปานรุ้ง เธอกลับมาคราวนี้เธอเปลี่ยนไปนะ (เพลงจากฉบับดั้งเดิม)
ซึ่งเธอก็เปลี่ยนไปจริงๆจนแทบจะเป็นคนละคน…

 

Act. 2 

เปิดองก์ 2 ด้วยปมของตัวละครที่เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ ปรก ลูกชายของปานรุ้งที่ไปแต่งงานกับณิชา หญิงสาวที่บ้านกำลังตกต่ำ,ปานเทพ ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับชูนาม พ่อที่เพิ่งออกจากคุก,ปานวาดที่ไปคบกับโดมพี่ชายต่างแม่นำพาชีวิตเธอไปติดยา,ปกรณ์ ที่โตขึ้นจนเข้ามหาวิทยาลัยและพบรักกับวิริน เด็กสลัม ซึ่งแน่นอนว่าปานรุ้งไม่มีทางยอมรับ เรื่องราวดำเนินไปจนถึงบทสรุปของเรื่อง และปานรู้ได้เรียนรู้ว่าการที่รักและบงการทุกอย่างมากไปทำให้เกิดแต่ความสูญเสีย..และเธอเลือกที่จะรักและดูแลลูกหลานต่อไปด้วยความพอดี 

สำหรับองก์ 2 ค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้างเพราะปรับจากฉบับดั้งเดิมเล็กน้อย เปลี่ยนเพลง เปลี่ยนฉากไปบ้างแต่ก็ยังให้อารมณ์เหมือนดูบัลลังก์เมฆอยู่ สิ่งที่ค่อนข้างชอบสำหรับองก์นี้คือเพลงใหม่ พรำพรำ เป็นฉากโรแมนติกเข้าคู่ระหว่างปกรณ์ และ วิริน แทนเพลงกันและกันเพลงเก่า จังหวะเพลงดีและนักแสดงเคมีเข้าคู่กันมาก 

ไปจนถึงฉากเพลงคิดบวกๆ เป็นการประชันเต้นระหว่าง ชิน ชินวุฒิ กับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง แทนเพลงมองโลกในแง่ดี ซึ่งเป็นฉากแดนซ์ที่โชว์ความสามารถของนักแสดงได้อย่างเต็มที่ และเคมีพ่อลูกที่เข้ากันมาๆ ตอนจบหยอดด้วยมุกฮาๆ ฉากคนไม่สำคัญ Solo ของ ปรก (ตั้ม วราวุธ) และ ฉันทำผิดเอง Solo ของ ปานวาด (พินต้า ณัฐนิช) ก็เป็นฉากขึ้นหิ้งในเวอร์ชั่นเก่าที่เอามาเล่าในเวอร์ชั่นนี้นักแสดงก็ปล่อยพลังการร้องได้แบบสุดอารมณ์ 

ความเข้มข้นทวีคูณจากองก์แรกจนแทบจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จวบจนฉากพีคที่สุดของเรื่อง เมื่อเสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นและเสียงหวีดร้องแทบขาดใจของปานรุ้งดังขึ้นกลางเวที ก็เป็นสัญญาณบอกคนดูว่า บทสรุปของ  บัลลังก์เมฆ The Musical 2019 ได้เดินทางมาถึงแล้ว..และแม่อย่างปานรุ้งก็กลับมาผงาดอีกครั้งหลังจากที่กระท่อนกระแท่นมาในช่วงครึ่งแรก ปานรุ้งได้ทิ้งบทเรียนมากมายให้คนดู จากมุมมองของลูกๆ ที่มองว่า รักของแม่เป็นรักที่ยิ่งใหญ่และหวังดีเสมอ กว่าจะเลี้ยงลูกให้เติบโตหนึ่งคนได้ มันไม่เคยมีสูตรสำเร็จ และในอีกมุมมองของแม่ที่รักลูกมากเกินไปจนกลายเป็นบีบคั้นกดดันลูกก็อาจจะนำการสูญเสียมาได้เช่นกัน 

“เพื่อสร้างชีวิตช่างยิ่งใหญ่นัก จะมีใครรู้ว่าทำอย่างไร
จะกี่เส้นทางเราต้องลองกันไป อาจค้นไม่พบนานเท่าไหร่
แต่อย่าท้อขอให้มีรัก ตลอดไป”

Comments

comments